การเกากีตาร์หรือที่เรียกว่า picking เป็นอีกสไตล์ในการเล่นกีตาร์ที่มีสเน่ห์มาก แต่ก่อนที่คุณจะฝึกที่จุดนี้คุณควรจะต้องฝึกการตีคอร์ดให้ชำนาญ ทั้งการเปลี่ยนคอร์ดจังหวะการดีดที่สัมพันธ์กัน
ในขั้นแรกจะพูดถึงการวางนิ้วก่อนนะครับเพราะว่าสายกีตาร์มี 6 สายแต่เรามี 5 นิ้วดังนั้นเราจึงต้องรู้หน้าที่ของแต่ละนิ้วก่อนดังนี้คือ

– นิ้วโป้ง ซึ่งถนัดในการดีดสายลง จะควบคุมสายเบส (bases) ทั้งหมด คือสาย 4, 5 และ 6

– นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง จะถนัดในการเกี่ยวสายขึ้น ดังนั้นจะควบคุม 3 สายล่าง (soprano)โดยที่ นิ้วชี้จะคุมสายที่ 3 นิ้วกลางจะคุมสายที่ 2 และนิ้วนางคุมสายที่ 1ส่วนนิ้วก้อยจะไม่ใช้ในการเกากีตาร์แต่อาจจะใช้ยันกับตัวกีตาร์เพื่อให้มือมั่นคงเป็นต้น

แต่ทั้งนี้ไม่ใช่กฎตายตัวว่าคุณต้องใช้นิ้วโป้งดีดสายเบส หรือนิ้วชี้ดีดสาย 3 เสมอไปคุณอาจจะเปลี่ยนไปได้ตามความเหมาะสมของเพลง แต่หลัก ๆ ก็ควรจะฝึกแบบนี้ก่อน

การวางมือในท่าเตรียมพร้อมนั้นคือ

1. วางนิ้วโป้งบนสายเบสเส้นใดเส้นหนึ่ง (ส่วนมากคือเบสของคอร์ดแรกของเพลง)

2. วางนิ้วชี้ไว้ใต้สาย 3 เพื่อพร้อมจะเกี่ยวขึ้น

3. วางนิ้วชี้ไว้ใต้สาย 2 เพื่อพร้อมจะเกี่ยวขึ้น

4. วางนิ้วชี้ไว้ใต้สาย 1 เพื่อพร้อมจะเกี่ยวขึ้น

5. นิ้วก้อยอาจจะปล่อยไว้ลอย ๆ หรือแตะไว้กับตัวกีตาร์เพื่อให้การวางนิ้วมั่นคงขึ้น

ขั้นตอนการเกากีตาร์มักจะเริ่มด้วยสายเบสก่อน ดังรูปที่ 1 และ 2 เป็นการใช้นิ้วโป้งหรือ P (หรือ T) จึงตามด้วยสายอื่นตามมา (3 สายล่าง)ด้วย 3 นิ้วที่เหลือ คือนิ้วชี้ i (หรือ 1) , นิ้วกลาง m (หรือ 2), และนิ้วนาง a (หรือ 3) ดังนั้นขั้นแรกผมจะแนะนำให้คุณรู้จักเบสของแต่ละคอร์ดก่อน ซึ่ง โน๊ตเบสของคอร์ดปกติก็คือ root หรือโน๊ตที่เป็นชื่อคอร์ดนั่นเองเช่นคอร์ด C เบสก็คือ C ส่วนตำแหน่งคุณสามารถหาจากรูปแสดงโน๊ตบนฟิงเกอร์บอร์ดที่อยู่บนสายเบสคือสาย 4, 5 และ 6 โดยอาจจะสรุปได้ดังนี้

ถ้าเล่นคอร์ดที่ขึ้นด้วยเบส E, G ให้ดีดสายเบสเส้นที่ 6

ถ้าเล่นคอร์ดที่ขึ้นด้วยเบส A, B และ C ให้ดีดสายเบสเส้นที่ 5

ถ้าเล่นคอร์ดที่ขึ้นด้วยเบส D, F ให้ดีดสายเบสเส้นที่ 4 (คอร์ด F ถ้าใช้ทาบอาจเล่นเบสที่สาย 6)

อย่างไรก็ตามอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามรูปคอร์ดที่คุณจับ ดังนั้นจะให้ดีที่สุดคุณจึงควรจะรู้ว่าเบสของคอร์ดนี้คืออะไรอยู่ที่ตำแหน่งไหนของนิ้วเมื่อจับคอร์ดดังกล่าวแล้วจะถูกต้องที่สุด

ต่อไปเราจะมาดูสัญลักษณ์ทาง picking กันก่อนคร่าว ๆ จาก part 2 คุณได้ทราบถึงสัญลักษณ์ของมือซ้ายแล้วผมจะทบทวนอีกทีคือ

– นิ้วโป้ง แทนด้วย T (P)

– นิ้วชี้ แทนด้วย 1 (i)

– นิ้วชี้ แทนด้วย 2 (m)

– นิ้วชี้ แทนด้วย 3 (a)

คอร์ดพื้นฐาน

Posted: มกราคม 30, 2012 in Guitar Playing

การหัดจับคอร์ดกีต้าร์ควรจะหัดจับคอร์ที่ง่ายๆประมาณ2-3คอร์ดก่อนพอเริ่มจับได้2-3คอร์ดแล้วค่อยมาหัดจับคอร์ดอื่นๆต่อไป ลองหัดจับคอร์ดตามด้านล่างนี้ดูนะครับเป็นคอร์ดที่จับได้ไม่ยากมากเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นเล่น

การจับคอร์ดนั้นให้นั่งในท่าที่ถนัด ใช้มือกำหลวม ๆ ที่คอกีตาร์ ถ้าเป็นการจับคอร์ดที่ไม่ใช้คอร์ดทาบ จะใช้นิ้วโป้งประคอง ด้านหลังคอกีต้าร์เพื่อให้กระชับมั่นคงและช่วยให้มีแรงกดสายมากขึ้น การจับสายนั้นจะต้องโก่งนิ้วที่จับสายอยู่ พยายามให้ปลายนิ้วที่กดสายตั้งฉากกับฟิงเกอร์บอร์ด มากที่สุด เพราะถ้านิ้วราบไปกับคอกีต้าร์จะทำให้โดนสายอื่นทำให้เสียงบอด ส่วนตำแหน่งการกดให้กดลงในช่องกลางระหว่างเฟร็ต หรือ ค่อนลงมานิดหน่อย แต่นิ้วยังไม่โดนเฟร็ต ถ้านิ้วโดนเฟร็ตขณะกดสายจะทำให้เสียงบอร์ด

การไล่สเกลกีต้าร์

Posted: มกราคม 30, 2012 in Guitar Basic

วจาก สาย 4 เฟรท 3 เราจะเล่น ด้วย ความห่าง 1 ช่อง 1เสียงเต็ม คือ F ไปที่ G ไปที่ A
สิ่งที่เราได้จาก การเล่นนี้ ก็คือ เราได้ใช้ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้ว ก้อย ถ่างออกจากกัน ในการเล่น อย่างนี้เรียกว่า การเล่น 3 โน้ต ต่อ 1 สาย หรือ Three note per string ตอนนี้ ความคุ้นเคยอย่างแรกที่เราควรจะทำความ เข้าใจคือ นิ้วของเรา จาก นิ้วชี้ไปนิ้วกลาง จะห่างกัน 1 ช่องกันเป็นรูปแบบที่1(ดูรูป)แต่พอ มาอีก ในสาย 3 และ 2 รูปแบบที่เกิดขึ้นคือ ตอนนี้ นิ้วชี้ กับ นิ้วกลางจะติดกัน ส่วนนิ้วก้อย จะห่างจาก นิ้ว กลาง 1 ช่อง (รูปแบบ2 ดูรูป) และสุดท้ายรูปแบบที่3คือ จาก สาย 1 เฟรท 5 เราจะเล่น ด้วยความ ห่างจาก จาก โน้ต A ไปที่ B ไปที่ C จะเป็นอีกรูปแบบ ที่มีปัญหากับคนเล่น กีต้าร์มากๆคือ ต้องใช้ นิ้ว ชี้ นิ้ว นาง และนิ้วก้อย

การตั้งสายกีตาร์ ด้วยการเทียบสายในแต่ละสายของกีตาร์

เมื่อได้เสียงสายหนึ่งที่ได้มาตรฐาน(เสียง มี หรือ E) แล้วต่อไปจะทำการเทียบเสียงสายกีตาร์สายต่างๆ ด้วยวิธีต่อไปนี้

– ดีดสายหนึ่งสายเปล่าที่ได้ระดับเสียง มี (E) 329.6 Hz
ที่มาตรฐานแล้วกดสายที่สองช่องที่ห้าพยายามปรับเสียงให้มีระดับเสียง
เท่ากับสายเปล่าสายที่หนึ่ง เมื่อมีระดับเสียงที่เท่ากันแล้วก็จะได้เสียงของสายสองที่มาตรฐาน
สายสองสายเปล่าจะ มีระดับเสียง ที (B) 246.92 Hz 

– ดีดสายที่สองสายเปล่าที่ได้ระดับเสียง ที (B) ที่มาตรฐานแล้วกดสายที่สามช่องที่สี่ พยายามปรับเสียงให้มีระดับเสียง
เท่ากับสายเปล่าสายที่สาม เมื่อมีระดับเสียงที่เท่ากันแล้วก็จะได้เสียงของสายสามที่มาตรฐาน
สายสามสายเปล่าจะ มีระดับเสียง โซ (G) 196.0 Hz 

– ดีดสายสามสายเปล่าที่ได้ระดับเสียง โซ (G) ที่มาตรฐานแล้วกดสายที่สี่ช่องที่ ห้า พยายามปรับเสียงให้มีระดับเสียง
เท่ากับสายเปล่าสายที่สาม เมื่อมีระดับเสียงที่เท่ากันแล้วก็จะได้เสียงของสายสี่ที่มาตรฐาน
สายสี่สายเปล่าจะ มีระดับเสียง เร (D) 146.8 Hz 

– ดีดสายสี่สายเปล่าที่ได้ระดับเสียง เร (D) ที่มาตรฐานแล้ว กดสายที่ห้าช่องที่ ห้า พยายามปรับเสียงให้มีระดับเสียง
เท่ากับสายเปล่าสายที่สี่ เมื่อมีระดับเสียงที่เท่ากันแล้วก็จะได้เสียงของสายห้าที่มาตรฐาน
สายห้าสายเปล่าจะ มีระดับเสียง ลาี (A) 110 Hz 

– ดีดสายห้าสายเปล่าที่ได้ระดับเสียง ลา (A) ที่มาตรฐานแล้ว กดสายที่หกช่องที่ ห้า พยายามปรับเสียงให้มีระดับเสียง
เท่ากับสายเปล่าสายที่ห้า เมื่อมีระดับเสียงที่เท่ากันแล้วก็จะได้เสียงของสายหกที่มาตรฐาน
สายหกสายเปล่าจะ มีระดับเสียง มี (E) 83.4 Hz 

ส่วนต่าง ๆ ของกีต้าร์

กีต้าร์มีด้วยกันหลายประเภท หลัก ๆ แล้วจะมีกีต้าร์ไฟฟ้ากับกีต้าร์อะคูสติก   ในที่นี้เราจะมาศึกษากีต้าร์อะคูสติกซึ่งปรเภทที่ใช้สายเหล็กมักเรียกว่ากีต้าร์โฟล์คและที่สายใช้ไนลอนเรียกว่า   กีต้าร์คลาสสิด
กีต้าร์แต่ละชนิดมีเสียงและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันตามสไตล์ของเพลงที่จะเล่น  ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกซื้อกีต้ารควรคำนึงถึงสไตล์ที่เราจะเล่นก่อน

– Bridge คือส่วนที่ใส่สายกีต้าร์
– Sound Hole คือส่วนที่เป็นกระบอกทำหน้าที่เป็นลำโพงเสียง
– Body คือตัวของกีต้าร์จะให้เสียงดีหรือจะอยู่กับไม้ที่ใช้ทำ
– Neck  เป็นคอด้านหลังกับด้านหน้าซึ่งเราเรียกว่า
( Finger Broad ) โดยทั่วไปจะใช้ไม้คนละชนิดกัน
– Fret  เป็นแท่งเหล็กฝังบน Finger Broad
เป็นส่วนสำคัญที่แบ่งเสียงระดับโน้ตต่างๆ
– Head ส่วนหัวของกีต้าร์  สำหรับใส่สายและลูกบิด
– Tuning Key  ลูกบิดสำหรับจูนเสียง

The Boy_Snsd

Posted: พฤศจิกายน 13, 2011 in Uncategorized

This slideshow requires JavaScript.